สายงานวัด ไม่ควรพลาด! เดินเที่ยวไปตามบรรยากาศแบบไทยๆ

ความเป็นมาของงานวัด

“งานวัด”จัดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่มีหลักฐานปรากฎมาตั้งแต่ครั้งอดีตในสมัยโบราณการจัดงานวัดส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อฉลองศาสนสถานและถาวรวัตถุต่างๆภายในวัดรวมถึงการนมัสการปูชนียสถานและปูชนียวัตถุสำคัญของวัดตามในราชอาณาจักรไทยวัดแต่ละแห่งก็มีปูชนียสถานและปูชนียวัตถุสำคัญทางพระพุทธศาสนากันอยู่ทั่วไป เราสามารถลองเข้าไปศึกษาข้อมูลจากการเข้าเว็บผ่าน sagame  ว่ามีที่มาอย่างไร เช่น พระธาตุเจดีย์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่สัญลักษณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนา อาทิ รอยพระพุทธบาท พระธรรมจักร ผู้คนจึงมักนิยมจัดเทศกาลนมัสการและงานเฉลิมฉลองต่างๆจนกลายเป็นประเพณีหนึ่งในสังคมไทยและบางพื้นที่ได้มีจัดเป็นกิจกรรมประจำปีของผู้คนท้องถิ่นกันเลยทีเดียวและมีอีกหนึ่งเหตุผลของการจัดงานวัดเพื่อเตือนไม่ให้ประชาชนทั้งหลายในท้องถิ่นและต่างถิ่นลืมความสำคัญของปูชนียสถานและปูชนียวัตถุนั้นๆจึงกำหนดเป็นวันนักขัตฤกษ์สำหรับการนมัสการประจำปีและอีกหนึ่งเหตุผลก็ถือเป็นโอกาสให้ผู้คนร่วมแสวงบุญและระลึกถึงคติความเชื่อทางพุทธศาสนาอีกด้วย

รูปแบบของงานวัด

ถ้าพูดถึงเรื่องงานวัดนั้นเราคงนึกถึงภาพจำของการฉายหนังกลางแปลงการแสดงลิเก หรือแม้แต่การรำวงที่มีให้เราได้เห็นตามสื่อทีวีหรือละครย้อนยุคต่างๆแต่เมื่อเวลาผ่านไปรูปแบบการจัดงานวัดก็อาจจะถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน ถ้าเป็นยุคในสมัยก่อนรูปแบบของงานวัดก็จะเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีเรื่องราวความบันเทิงแบบตอบโจทย์คนทุกรุ่นทุกอารมณ์ได้อย่างครบครันเพราะงานวัดเป็นสถานที่รวมไว้ทั้งโรงหนัง สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ โรงละคร ตลาดนัด คาเฟ่ และร้านอาหารในคราวเดียวดังนั้นสมัยก่อน“งานวัด” ถือว่าเป็นศูนย์รวมของชุมชนมานานการจัดงานวัดจึงเป็นเหมือนการเชื่อมโยงพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัยเข้าด้วยกันได้ซึ่งต้องบอกเลยว่า ทาง sagame ได้ทำการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของงานวัดได้เป็นอย่างดีมากเลยทีเดียว

ย้อนอดีตวันวานงานวัดภูเขาทอง

ถ้าหากให้พูดถึงงานวัดที่เก่าแก่ที่สุดก็คงไม่พ้นงานวัดภูเขาทองที่คนรุ่นก่อนไม่มีใครไม่รู้จักงานภูเขาทอง
ที่จัดได้ว่าเป็นงานที่มีสีสันและเต็มไปด้วยการแสดง การละเล่น และของกินอีกมากมาย ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลงานวัดของทาง sagame ในแต่ละปีมีคนจำนานมากที่ต่างรอคอยงานวัดภูเขาทองอย่างใจจดใจจ่อเพราะถือกันว่าปีหนึ่งจะมีโอกาสได้เที่ยวเล่นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินแค่ครั้งเดียวเท่านั้นและงานวัดภูเขาทองนั้นถือว่ามีความเก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพมหานครเลยก็ว่าได้และยังจัดมาจนถึงปัจจุบัน โดยงานวัดเริ่มมีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์เกี่ยวเนื่องกับงานเทศกาลการละเล่นทางน้ำเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และทรงโปรดให้ขุดคลองใหญ่ข้างวัดภูเขาทองขึ้นมาคลองหนึ่งและพระราชทานนามว่า “คลองมหานาค” เพื่อให้ชาวพระนครเล่นเพลงเรือเล่นสงกรานต์ และลอยกระทง ในเทศกาลทางน้ำตามแบบอย่างคลองมหานาคที่ทุ่งภูเขาทองและนั้นจึงเป็นเหตุให้เกิดงานวัดภูเขาสืบต่อมาเรื่อยๆ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ได้เล็งเห็นว่าที่คลองมหานาควัดภูเขาทองได้เริ่มมีประชาชนมาเที่ยวงานเทศกาลทางน้ำมากขึ้นทุกปีจึงสั่งให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งและประดิษฐานไว้ที่ริมคลองท่าน้ำวัดภูเขาทองเพื่อให้ประชาชนที่มาเที่ยวงานเทศกาลและได้เคารพสักการะบูชาและถวายพระนามว่า “หลวงพ่อโต” และหลังจากที่บ้านเมืองเจริญมากขึ้นจึงได้ทำการอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่เชิงบรมบรรพตภูเขาทองและให้หันหันพระพักตร์ออกสู่คลองมหานาคเช่นเดิมและนั่นยิ่งทให้งานวัดภูเขาทองเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆและเป็นที่รู้จักของประชาชนอย่างกว้างขวางมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสร้างภูเขาทองต่อจนแล้วเสร็จนั้นพระองค์ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดียที่ขุดได้จากกรุงกบิลพัสดุ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สั่งให้บรรจุประดิษฐานไว้บนองค์บรมบรรพตภูเขาทองและได้สั่งให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลา7วัน7คืนของช่วงเทศกาลลอยกระทงจนได้กลายมาเป็นประเพณีนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและได้มีการสืบต่อประเพณีงานวัดภูเขาทองมาจนถึงปัจจุบันนั้นเองและนี้ก็ถือว่าเป็นต้นแบบของงานวัดแรกๆเลยก็ว่าได้เพราะต่อมาได้มีการจัดงานวัดไปตามวัดอื่นๆเพื่อเชิญชวนชาวบ้านมาร่วมสนุกและร่วมทำบุญตามประเพณีแบบไทย

งานวัดกับคนไทย

งานวัด ถือได้ว่าเป็นงานบุญประจำปีที่ โดยแต่ละวัดจะกำหนดฤกษ์ ยาม ข้างขึ้น ข้างแรม และคนไทยถือวันมงคล และในการจัดงานวัดก็จะมีความแตกต่างกันออกไปโดยงานวัดนิยมจัดกันกลางแจ้งเมื่อฤดูฝนผ่านไปแล้วและลมหนาวเข้ามาแทนที่งานประจำปีของวัดต่างๆก็ทยอยจัดขึ้นในช่วงนี้เดิมทีคนในยุคสมัยก่อนจึงถืองานวัดเป็นเทศกาลที่มากับฤดูหนาวและที่ไหนมีผู้คนมารวมตัวกันมากๆก็จะมีศูนย์รวมความบันเทิงตามมาด้วย ซึ่งทาง sagame ก็ได้มีรวบรวมรูปงานวัด ไม่ว่าจะเป็น ของกิน การจำหน่ายสินค้า เสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆและเครื่องเล่นสำหรับสร้างความสนุกสนานความบันเทิงและถ้าหากจะให้เปรียบกับสมัยนี้ก็คงจะคล้ายๆกับห้างสรรพสินค้าเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ในปัจจุบันเพียงแต่ในปัจจุบันภาพบรรยากาศงานวัดแบบสมัยเก่าจะหายไปบ้างแต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่ตามต่างจังหวัด จะแต่ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยบ้างแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับงานวัดไทยคือชิงช้าสวรรค์เครื่องเล่นสุดคลาสสิคประจำงานวัดและมาพร้อมกับม้าหมุนเป็นเครื่องเล่นที่เด็กๆชื่นชอบมากและถือได้ว่างานวัดในปัจจุบันต้องมีเพราะชิงช้าสวรรค์และม้าหมุนเป็นพระเอกของงานวัดกันเลยทีเดียว